วิกฤตเหล็กไฮโดรเจนและอุปทานสีเขียว: ทำไมผู้ผลิตยานยนต์ต้องพึ่งพาราคากลางจากหน่วยงานอิส??
คลื่นใต้น้ำเชิงพาณิชย์ เมื่อสมการราคาในสายการผลิต EV กำลังเปลี่ยนไป
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น เนื่องจากราคาของเหล็ก อะลูมิเนียม และแร่ธาตุสำหรับแบตเตอรี่มีการปรับตัวขึ้นลงตลอดเวลา อันเป็นเหตุให้เกิดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจกัดกร่อนผลกำไรขององค์กรลงทีละน้อย
ท่ามกลางนโยบายการย้ายฐานการผลิตกลับเข้าสู่ภูมิภาคหรือการเน้นพึ่งพาซัพพลายเออร์ในประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ทำให้ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะที่เป็นผู้ขอมากกว่าผู้เลือกในตลาด
แรงกดดันจากวัตถุดิบสีเขียว และผลกระทบต่อโครงสร้างราคา
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมการทางการเงินมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นคือความต้องการวัตถุดิบสีเขียว ซึ่งรายการต้นทุนเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในทุกชิ้นส่วนของแพลตฟอร์มรถยนต์รุ่นใหม่
- อุปทานที่ถูกผูกขาดโดยผู้เล่นรายอื่น: ส่งผลให้ต้องแย่งชิงทรัพยากรส่วนที่เหลือในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
- ความไม่โปร่งใสของราคาพรีเมียม: ซัพพลายเออร์หลายรายมีการบวกเพิ่มราคาพิเศษโดยไม่มีเอกสารรับรองที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
- ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและการรายงานผล: ความผิดพลาดในการประเมินต้นทุนสีเขียวอาจส่งผลกระทบเกินกว่าเรื่องของกำไรขาดทุน
และการส่งผ่านต้นทุนที่ไม่มีกลไกมาตรฐานมักจบลงด้วยความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่าการร่วมมือเชิงกลยุทธ์
เครื่องมือสร้างความโปร่งใสในซัพพลายเชน
เพื่อแก้ปัญหาความทึบแสงทางธุรกิจค่ายรถยนต์ชั้นนำจึงหันมาพึ่งพาราคากลางจากหน่วยงานอิสระ ช่วยให้การเจรจาตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าสมมติฐานส่วนบุคคล
นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภาษากลางภายในองค์กรทำให้ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน และฝ่ายความยั่งยืนมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ลดข้อพิพาทระหว่างแผนกและช่วยให้การตัดสินใจลงทุนในแพลตฟอร์มใหม่มีความแม่นยำสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แบบจำลองต้นทุนล่วงหน้าและประโยชน์เชิงพาณิชย์
ฝ่ายวิศวกรรมสามารถใช้ดัชนีตลาดในการทดสอบความไวของราคาต่อผลกำไรของโครงการ คลิกดูเลย และช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้งบประมาณที่จำกัด
การมีเครื่องมืออ้างอิงที่น่าเชื่อถือคือสิ่งที่จะแยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้ในตลาด
แนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องกำไรในยุค EV
สำหรับค่ายรถยนต์หรือผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันด้านต้นทุนสามารถนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้
1. ปรับโครงสร้างข้อตกลงทางการค้าใหม่
วิธีการนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นธรรมและลดความตึงเครียดในการเจรจาประจำปี
2. การจัดทำระบบ Should-Cost Modeling
ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อรับรู้ล่วงหน้าว่าราคาที่เสนอมาสมเหตุสมผลหรือไม่ก่อนเริ่มการเจรจาต่อรอง
ขั้นตอนที่ 3: การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานวัตถุดิบสีเขียว
กำหนดเกณฑ์การประเมินการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนร่วมกับหน่วยงานภายนอกเพื่อตรวจสอบซัพพลายเออร์
ขั้นตอนที่ 4: การบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างสามแผนกหลัก
ลดปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนและป้องกันผลประโยชน์ขัดกันระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและกำไร
ขั้นตอนที่ 5: การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว
และใช้ราคากลางอิสระเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วน